HR หลายคนคงเคยอยู่ในสถานการณ์นี้ ผู้สมัครดูดี โปรไฟล์ครบ สัมภาษณ์ผ่านทุกด่าน แต่พอเริ่มงานไปสักพัก กลับพบข้อมูลบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น ประวัติทุจริต หรือคดีความในอดีตที่ส่งผลกระทบกับงานโดยตรง สิ่งที่ตามมามักไม่ใช่แค่ต้องเปลี่ยนคนใหม่ แต่คือความเสียหายที่ประเมินค่าได้ยาก ทั้งเวลา ทีมงาน และความเชื่อมั่นในองค์กร
ขั้นตอนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจึงกลายเป็นขั้นตอนที่หลายองค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ข้อมูลลูกค้า หรือความปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน HR ก็ต้องเจอกับอีกโจทย์ใหญ่ “ทำอย่างไรให้ตรวจได้ โดยไม่เสี่ยงผิดกฎหมาย”
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทำให้การจัดการข้อมูลของผู้สมัครต้องรอบคอบขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม ซึ่งจัดเป็น Sensitive Data ที่มีข้อกำหนดเข้มงวดกว่าปกติ หลายองค์กรจึงลังเล ไม่มั่นใจว่าควรเริ่มตรงไหน หรือกลัวว่าทำไปแล้วจะผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้จะพาเข้าสู่การขอ Consent เอกสารไล่เรียงตั้งแต่หลักคิดไปจนถึงขั้นตอนปฏิบัติจริง ว่าการตรวจสอบประวัติพนักงานให้ถูกต้องตาม PDPA ต้องทำอย่างไรบ้าง ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน และควรระวังจุดไหนเป็นพิเศษ เพื่อให้คุณสามารถทำได้อย่างมั่นใจ
PDPA คืออะไร และเกี่ยวข้องกับ HR อย่างไร
ถ้าคุณทำงานสาย HR ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า PDPA น่าจะเป็นสิ่งที่ได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอถึงเวลาต้องนำมาใช้จริง โดยเฉพาะกับการตรวจสอบประวัติพนักงาน หลายคนยังไม่มั่นใจว่าขอบเขตมันอยู่ตรงไหน
PDPA (Personal Data Protection Act) หรือ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็น Personal Data, Sensitive Data และเป็นตัวกำหนดว่าองค์กรสามารถ เก็บ ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของใครได้บ้าง โดยที่เจ้าของข้อมูลได้รับความเป็นธรรม
ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) คืออะไร
ข้อมูลส่วนบุคคล คือข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม โดยปกติแล้วคือชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน อายุ วันเดือนปีเกิด รูปภาพ หรือที่อยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ HR ใช้เป็นประจำอยู่แล้วในกระบวนการสรรหา และยังรวมถึงในทางการตรวจข้อมูลลึกขึ้นเช่น
- ประวัติการศึกษา
- ประวัติบุคลล้มละลาย
- ข้อมูลข่าวจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ
- ประวัติการทำงาน
- ประวัติผู้อ้างอิง
- หนังสือรับรองเงินเดือน หมายเลขบัญชีธนาคารที่ปรากฎบนรายการเดินบัญชี หรือข้อมูลรายได้ที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data)
คือ ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ หากถูกเปิดเผย เข้าถึง หรือใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเจ้าของข้อมูล เช่น การถูกเลือกปฏิบัติ การละเมิดสิทธิ หรือการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
ตัวอย่างข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว
- เชื้อชาติ หรือเผ่าพันธุ์
- ความคิดเห็นทางการเมือง
- ความเชื่อทางศาสนา หรือปรัชญา
- พฤติกรรมทางเพศ
- ประวัติอาชญากรรม
- ประวัติ Global Sanction
- ประวัติหมายแดงตำรวจสากล
- ข้อมูลสุขภาพ
- ข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) เช่น ลายนิ้วมือ หรือการสแกนม่านตา
- ข้อมูลการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
ข้อมูลประเภทนี้ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษตามกฎหมาย เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและผลกระทบเชิงลบต่อเจ้าของข้อมูล
ทำไม PDPA ถึงกระทบการขอประวัติอาชญากรรมโดยตรง
ในมุมการทำงานจริงของ HR การขอผลตรวจประวัติอาชญากรรมพนักงานเกี่ยวข้องกับ PDPA แทบทุกขั้นตอน เช่น การขอเอกสารจากผู้สมัคร, การส่งข้อมูลให้บริษัทตรวจสอบ, การเก็บผลตรวจไว้ในระบบ HR, การแชร์ข้อมูลให้ผู้บริหารพิจารณา ทำให้ต้องขอความยินยอมอย่างชัดเจน ก่อนดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล เพราะทุกขั้นตอนที่กล่าวมา ล้วนเข้าข่ายการ “จัดการข้อมูลส่วนบุคคล” ตามนิยามของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ซึ่ง PDPA ไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ปลายทาง แต่ให้ความสำคัญกับ “วิธีการ” ตั้งแต่ต้นทางไปจนจบกระบวนการ
ในบริบทของ HR จุดที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นคือ ข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบประวัติพนักงานไม่ได้มีแค่ข้อมูลทั่วไป แต่รวมไปถึงข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงอย่างประวัติอาชญากรรม ซึ่งกฎหมายให้การคุ้มครองเข้มงวดเป็นพิเศษ การจะเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลลักษณะนี้จึงไม่สามารถอ้างเหตุผลทั่วไปได้ แต่ต้องมีการขอความยินยอมอย่างชัดเจน และต้องอธิบายให้เจ้าของข้อมูลเข้าใจว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้เพื่ออะไร ใครเป็นผู้เข้าถึง และจะถูกเก็บไว้นานแค่ไหน
บทลงโทษหากฝ่าฝืน PDPA ที่ HR ต้องรู้
หากองค์กรไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA บทลงโทษสามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกันหลายด้าน และกระทบทั้งในเชิงการเงินและชื่อเสียง
- โทษทางปกครอง: ปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท
- โทษทางอาญา: จำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- โทษทางแพ่ง: ชดใช้ค่าเสียหายจริง และอาจถูกเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้สูงสุด 2 เท่า
สิ่งที่ HR ควรระวังคือ ความผิดพลาดเล็ก ๆ ในกระบวนการ เช่น ไม่ขอ Consent หรือใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์ สามารถนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมายได้ทันที
วิธีขอประวัติอาชญากรรมพนักงานให้ถูก PDPA
1. กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดก่อนตรวจ ระบุให้ชัดเจนว่าตรวจเพื่ออะไร เช่น เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สิน หรือเพื่อประเมินความซื่อสัตย์ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเงิน โดยต้องบันทึกวัตถุประสงค์นี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (ROPA)
2. ขอ Consent อย่างถูกต้องและชัดเจน ต้องทำหนังสือให้ความยินยอมแยกต่างหากจากสัญญาจ้าง โดยระบุรายละเอียดว่าจะตรวจอะไร จากแหล่งไหน และใครเป็นผู้ตรวจ เพื่อให้ผู้สมัครตัดสินใจให้ความยินยอมอย่างเป็นอิสระ
3. ตรวจสอบเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นกับตำแหน่ง ยึดหลัก Data Minimization ตรวจเฉพาะข้อมูลที่สัมพันธ์กับหน้าที่รับผิดชอบเท่านั้น เช่น ตำแหน่งทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจประวัติอาชญากรรมแบบละเอียดเท่ากับตำแหน่งที่ต้องดูแลเด็กหรือจัดการเงินสด
4. ใช้ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน หากจ้างหน่วยงานภายนอก (Outsource) ต้องเลือกบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญและมีสัญญาประมวลผลข้อมูล (DPA) กำกับ
- ตัวอย่าง: เลือกใช้เอเจนซี่ที่ได้รับใบอนุญาตและมีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัย มีขั้นตอนการยืนยันตัวตนผู้สมัครก่อนเริ่มตรวจ ช่วยให้ลดระยะเวลาและภาระงานของ HR ได้
5. ควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Access Control) จำกัดสิทธิ์ให้เฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิ์เห็นผลการตรวจประวัติ เช่น เฉพาะหัวหน้าฝ่ายบุคคล (HR Manager) หรือผู้บริหารระดับสูง ไม่ควรเปิดเผยผลการตรวจสอบให้เพื่อนร่วมงานทราบ
6. กำหนดระยะเวลาการเก็บและลบข้อมูล ต้องมีนโยบายชัดเจนว่าจะเก็บข้อมูลไว้นานเท่าใด (เช่น 1 ปีหลังสิ้นสุดสภาพพนักงาน) และเมื่อครบกำหนดต้องมีกระบวนการทำลายข้อมูลทั้งแบบเอกสารและไฟล์ดิจิทัลอย่างถาวร
7. ทำเอกสารและตรวจสอบย้อนหลังได้ จัดทำระบบจัดเก็บหลักฐานการขอความยินยอมและขั้นตอนการตรวจสอบ (Audit Trail) เพื่อให้สามารถชี้แจงกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้หากมีการร้องเรียน

สรุป
การขอคัดประวัติอาชญากรรมพนักงานยังคงเป็นขั้นตอนสำคัญของงาน HR โดยเฉพาะในองค์กรที่ต้องบริหารความเสี่ยงทั้งด้านการเงิน ข้อมูล และความน่าเชื่อถือของทีมงาน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือ วิธีการทำงานต้องรอบคอบมากขึ้นภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะ “ตรวจได้หรือไม่ได้” แต่คือ “ตรวจอย่างไรให้ถูกต้อง” ตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัด การขอความยินยอมอย่างโปร่งใส การเลือกตรวจเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ไปจนถึงการจัดการข้อมูลหลังการตรวจ ทั้งการจำกัดสิทธิ์เข้าถึงและการกำหนดระยะเวลาการจัดเก็บ ทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อความเสี่ยงทางกฎหมายโดยตรง
ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือการวางระบบให้ถูกตั้งแต่ต้น และเลือกใช้เครื่องมือหรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งด้านกฎหมายและการตรวจสอบประวัติพนักงานโดยตรง เพื่อให้ HR สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลเรื่อง compliance และยังคงคัดเลือกคนที่เหมาะสมกับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ให้ Background Checker ช่วยลดภาระ HR ของคุณ
หากองค์กรของคุณต้องตรวจสอบประวัติพนักงาน แต่ยังไม่มั่นใจเรื่องวิธีขอประวัติอาชญากรรมหรือใช้เวลาทำเองค่อนข้างนาน Background Checker คือโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง
- ตรวจสอบประวัติผู้สมัครแบบดิจิทัล ครบทุกมิติ
- องค์กรกว่า 400 แห่งเลือกใช้
- ลดภาระงาน HR ได้อย่างชัดเจน
- ได้รายงานภายใน 5–7 วัน
ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อทดลองใช้ฟรีรูปแบบองค์กร


EN